การทำความเข้าใจกำลังยกรถโฟล์คลิฟท์

เวลาเราพูดถึงรถโฟล์คลิฟท์ สิ่งแรกที่คนมักจะนึกถึงคือ “มันยกของได้หนักแค่ไหน?” แต่จริงๆ แล้วเรื่องกำลังยกมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะครับ ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขบนป้ายแล้วจะยกได้ตามนั้นเลย
ความจุสูงสุดเทียบกับน้ำหนักบรรทุกสุทธิ
หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า ถ้าป้ายบอกว่ารถโฟล์คลิฟท์คันนี้ยกได้ 4 ตัน ก็หมายความว่าเราสามารถยกอะไรก็ได้ที่หนักไม่เกิน 4 ตัน แต่จริงๆ แล้วตัวเลขนั้นคือ “ความจุสูงสุด” หรือ “พิกัดความจุ” ซึ่งเป็นค่าที่คำนวณภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดครับ น้ำหนักบรรทุกสุทธิ หรือน้ำหนักจริงที่เรายกได้ จะน้อยกว่าความจุสูงสุดเสมอ เพราะต้องหักลบปัจจัยอื่นๆ ออกไป เช่น น้ำหนักของอุปกรณ์เสริมที่ติดอยู่กับรถ หรือการกระจายน้ำหนักของสิ่งของที่เรายก
ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการยกจริง
ความสามารถในการยกจริงของรถโฟล์คลิฟท์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพิกัดความจุเพียงอย่างเดียวครับ มีหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น
- อุปกรณ์เสริมพิเศษ (Attachments): การติดอุปกรณ์เสริมอย่างพวกคีบกระดาษ หรือตัวหมุน จะเพิ่มน้ำหนักให้กับรถโฟล์คลิฟท์ และยังอาจทำให้จุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักบรรทุกเปลี่ยนไป ซึ่งจะลดความสามารถในการยกจริงลง
- การกระจายน้ำหนักบนพาเลท: ถ้าสิ่งของที่เราวางบนพาเลทมีน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ หรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง จุดศูนย์ถ่วงก็จะเปลี่ยนไป ทำให้รถโฟล์คลิฟท์ยกได้ไม่เต็มที่ตามสเปก
- สภาพแวดล้อมการทำงาน: การขับรถบนทางลาดเอียง การเลี้ยว หรือการยกของในที่แคบ ก็ส่งผลต่อเสถียรภาพและความสามารถในการยกเช่นกัน
ความสำคัญของศูนย์กลางการรับน้ำหนัก (Load Center)
เรื่องนี้สำคัญมากครับ “ศูนย์กลางการรับน้ำหนัก” หรือ Load Center คือระยะทางจากหน้าแนวตั้งของงาไปจนถึงจุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักบรรทุก โดยทั่วไปสำหรับพาเลทมาตรฐาน (48×48 นิ้ว) จะมี Load Center อยู่ที่ประมาณ 24 นิ้ว หรือ 60 เซนติเมตร หากจุดศูนย์ถ่วงของสิ่งของที่เรายกอยู่ห่างจากงามากกว่านี้ ความสามารถในการยกของรถโฟล์คลิฟท์จะลดลงอย่างมากครับ
การยกของให้มีจุดศูนย์ถ่วงอยู่ห่างจากงามากเกินไป เปรียบเหมือนเราพยายามจะยกของหนักโดยยื่นแขนออกไปไกลๆ มันจะเหนื่อยและยกได้น้อยลงกว่าการยกของชิดตัวครับ
การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราเลือกใช้รถโฟล์คลิฟท์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
การคำนวณกำลังยกรถโฟล์คลิฟท์อย่างแม่นยำ

การจะทราบว่ารถโฟล์คลิฟท์สามารถยกน้ำหนักได้เท่าไรนั้น ไม่ใช่แค่การดูตัวเลขความจุสูงสุดที่ระบุไว้บนป้ายเท่านั้นครับ แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เพื่อให้การทำงานปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด การคำนวณที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและยืดอายุการใช้งานของรถโฟล์คลิฟท์ได้เป็นอย่างดี
การคำนวณโมเมนต์เพื่อความปลอดภัย
หัวใจสำคัญของการคำนวณกำลังยกคือการทำความเข้าใจเรื่อง โมเมนต์ ซึ่งเป็นผลคูณระหว่างน้ำหนักกับระยะห่างจากจุดหมุน (ในที่นี้คือแกนล้อหน้าของรถโฟล์คลิฟท์) เพื่อให้รถไม่เสียสมดุลและพลิกคว่ำ หลักการคือ โมเมนต์ที่เกิดจากน้ำหนักบรรทุกต้องไม่เกินโมเมนต์ที่รถโฟล์คลิฟท์สามารถรับได้
สมมติว่ารถโฟล์คลิฟท์มีป้ายระบุว่ารับน้ำหนักได้ 5,000 ปอนด์ ที่ระยะศูนย์กลางการรับน้ำหนัก (Load Center) 24 นิ้ว นั่นหมายความว่ารถสามารถรับโมเมนต์ได้สูงสุดเท่ากับ 5,000 ปอนด์ x 24 นิ้ว = 120,000 นิ้ว-ปอนด์ หากเราต้องการยกวัตถุหนัก 4,000 ปอนด์ และจุดศูนย์ถ่วงของวัตถุอยู่ห่างจากหน้า งา 18 นิ้ว โมเมนต์ที่เกิดขึ้นคือ 4,000 ปอนด์ x 18 นิ้ว = 72,000 นิ้ว-ปอนด์ ซึ่งน้อยกว่า 120,000 นิ้ว-ปอนด์ ดังนั้นจึงสามารถยกได้อย่างปลอดภัย
| ปัจจัย | ค่า | หน่วย | คำนวณ | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|---|---|
| ความจุสูงสุดของรถโฟล์คลิฟท์ | 5,000 | ปอนด์ | – | – |
| ระยะ Load Center ของรถ | 24 | นิ้ว | – | – |
| โมเมนต์ที่รถรับได้ | – | นิ้ว-ปอนด์ | 5,000 x 24 | 120,000 |
| น้ำหนักบรรทุก | 4,000 | ปอนด์ | – | – |
| ระยะจุดศูนย์ถ่วงถึงหน้า งา | 18 | นิ้ว | – | – |
| โมเมนต์ของน้ำหนักบรรทุก | – | นิ้ว-ปอนด์ | 4,000 x 18 | 72,000 |
ผลกระทบของระยะห่างต่อการรับน้ำหนัก
จะเห็นได้ว่า แม้แต่น้ำหนักบรรทุกที่เท่ากัน แต่หากระยะห่างจากจุดศูนย์ถ่วงถึงหน้า งา เปลี่ยนไป ก็ส่งผลต่อความสามารถในการยกอย่างมาก หากเรายกวัตถุเดิม (4,000 ปอนด์) แต่จุดศูนย์ถ่วงขยับออกไปเป็น 33 นิ้ว โมเมนต์ที่เกิดขึ้นจะเป็น 4,000 ปอนด์ x 33 นิ้ว = 132,000 นิ้ว-ปอนด์ ซึ่งเกินกว่าที่รถจะรับได้ ทำให้ไม่สามารถยกได้อย่างปลอดภัย
การเปลี่ยนแปลงระยะห่างเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลอย่างมากต่อเสถียรภาพของรถโฟล์คลิฟท์ ดังนั้น การทราบตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงของสิ่งของที่จะยกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
การพิจารณาน้ำหนักและขนาดของสิ่งของ
น้ำหนักบรรทุกที่เท่ากัน อาจมีขนาดที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระยะจุดศูนย์ถ่วง การยกวัตถุที่มีรูปร่างไม่สมมาตร หรือมีน้ำหนักกระจุกตัวอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง จะทำให้จุดศูนย์ถ่วงเคลื่อนไปจากกึ่งกลางของวัตถุ การคำนวณจึงต้องพิจารณาทั้งน้ำหนักและรูปร่างของสิ่งของประกอบกันเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าโมเมนต์ที่เกิดขึ้นจะไม่เกินขีดจำกัดของรถโฟล์คลิฟท์ครับ
ปัจจัยเสริมที่ส่งผลต่อกำลังยก
ผลกระทบของอุปกรณ์เสริมพิเศษ
การติดตั้งอุปกรณ์เสริมพิเศษบนรถโฟล์คลิฟท์ เช่น ตัวจับกระดาษ (paper roll clamp) หรือตัวหมุน (rotator) ไม่เพียงแต่น้ำหนักของอุปกรณ์เองจะไปเพิ่มภาระให้กับรถเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักบรรทุกอีกด้วย โดยทั่วไปแล้ว อุปกรณ์เสริมเหล่านี้มักจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของโหลดเคลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้น ซึ่งหมายความว่ารถโฟล์คลิฟท์จะต้องรับโมเมนต์ที่มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ความสามารถในการยกจริงของรถโฟล์คลิฟท์จะลดลงเมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมพิเศษ
การเปลี่ยนแปลงจุดศูนย์ถ่วงเมื่อยกสูง
เมื่อรถโฟล์คลิฟท์ยกสินค้าให้สูงขึ้น จุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักบรรทุกจะเคลื่อนที่ตามไปด้วย โดยปกติแล้ว การยกให้สูงขึ้นจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงเคลื่อนไปด้านหน้าของรถโฟล์คลิฟท์มากขึ้น ส่งผลให้ระยะจากจุดหมุนของรถ (บริเวณล้อหน้า) ไปยังจุดศูนย์กลางของน้ำหนักบรรทุกสั้นลง ซึ่งเป็นการเพิ่มโมเมนต์ที่กระทำต่อรถโฟล์คลิฟท์ ทำให้ความสามารถในการยกจริงลดลงตามไปด้วย ลองนึกภาพว่าการยกของหนักที่ระดับพื้นดิน กับการยกของหนักที่ความสูงหลายเมตร ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน
ความสำคัญของการกระจายน้ำหนักบนพาเลท
การกระจายน้ำหนักของสินค้าบนพาเลทก็มีผลอย่างมากต่อการยกที่ปลอดภัย หากสินค้ามีน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ หรือมีส่วนที่หนักกว่าอีกด้านหนึ่ง จุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดก็จะเอียงไปทางด้านที่หนักกว่า ทำให้การยกไม่สมดุลและอาจเกิดอันตรายได้ ตัวอย่างเช่น หากคุณยกพาเลทที่มีกล่องวางซ้อนกัน โดยกล่องด้านหนึ่งสูงกว่าและหนักกว่าอีกด้านหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด จุดศูนย์ถ่วงจะไม่อยู่ตรงกลางพาเลท ทำให้รถโฟล์คลิฟท์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาสมดุล
การยกของหนักไม่ใช่แค่การดูตัวเลขน้ำหนักสูงสุดที่รถยกได้เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการยกจริงของรถด้วยเสมอ การประเมินปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบคอบจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก
การเลือกกำลังยกรถโฟล์คลิฟท์ที่เหมาะสม
การประเมินน้ำหนักบรรทุกทั่วไป
การเลือกกำลังยกรถโฟล์คลิฟท์ที่เหมาะสมเริ่มต้นจากการประเมินน้ำหนักของสิ่งของที่คุณต้องยกเป็นประจำ น้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่ระบุบนแผ่นป้ายของรถโฟล์คลิฟท์คือความสามารถสูงสุดภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุด แต่ในความเป็นจริง น้ำหนักที่ยกได้จริงอาจน้อยกว่านั้นเสมอ การทราบน้ำหนักบรรทุกทั่วไปของคุณจะช่วยให้คุณเลือกเครื่องจักรที่มีกำลังเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นที่เกินความจำเป็น ลองพิจารณาสิ่งของที่มีน้ำหนักมากที่สุดที่คุณต้องยกบ่อยๆ และเผื่อน้ำหนักที่อาจเพิ่มขึ้นจากอุปกรณ์เสริมหรือการจัดวางที่ไม่สมดุล
การพิจารณาความสูงในการยกที่ต้องการ
ความสูงในการยกเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกำลังยกที่แท้จริงของรถโฟล์คลิฟท์ เมื่อคุณยกสิ่งของให้สูงขึ้น จุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักบรรทุกจะเคลื่อนที่ห่างจากฐานล้อมากขึ้น ทำให้รถโฟล์คลิฟท์มีแนวโน้มที่จะเสียสมดุลได้ง่ายขึ้น ดังนั้น รถโฟล์คลิฟท์ที่มีความสามารถในการยกสูง อาจมีกำลังยกที่ลดลงเมื่อยกในระดับความสูงที่มากขึ้น คุณจึงต้องตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของรถโฟล์คลิฟท์ที่ระดับความสูงที่คุณต้องการใช้งานจริง
การเลือกใช้รถโฟล์คลิฟท์ตามลักษณะงาน
วิธีเลือกรถโฟล์คลิฟท์ที่เหมาะสมนั้น ต้องพิจารณาให้รอบด้าน นอกเหนือจากน้ำหนักและความสูงแล้ว สภาพแวดล้อมการทำงานก็มีผลเช่นกัน เช่น การทำงานในพื้นที่แคบ หรือการยกของที่มีรูปทรงไม่แน่นอน อาจต้องพิจารณารถโฟล์คลิฟท์ที่มีความคล่องตัวสูง หรือมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยในการทรงตัวและจับยึดสิ่งของได้ดีขึ้น
การเลือกกำลังยกรถโฟล์คลิฟท์ที่เหมาะสมไม่ใช่แค่การดูตัวเลขความจุสูงสุด แต่คือการทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการทำงานจริง เพื่อให้มั่นใจว่ารถโฟล์คลิฟท์ที่คุณเลือกจะสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสถานการณ์
ประเภทของรถโฟล์คลิฟท์และกำลังยก

รถโฟล์คลิฟท์ระบบเครื่องยนต์
รถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้เครื่องยนต์เป็นแหล่งพลังงานหลักนั้นมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป รถยนต์ประเภทนี้มักจะเหมาะกับงานที่ต้องการกำลังสูง หรือต้องทำงานในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงได้สะดวก
- เครื่องยนต์ดีเซล: เป็นที่นิยมใช้กันมาก หาช่างซ่อมง่าย แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาค่อนข้างสูง
- เครื่องยนต์เบนซิน (Gasoline): ให้กำลังดีกว่าดีเซลเล็กน้อย ดูแลง่ายกว่า แต่ก็มีควันมากกว่าและติดไฟง่ายกว่า
- เครื่องยนต์แก๊ส LPG: มีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่าน้ำมัน แต่การหาปั๊มแก๊สอาจจะยากกว่า และใช้เวลาในการเติมค่อนข้างนาน
การเลือกประเภทเครื่องยนต์ควรพิจารณาจากความพร้อมของแหล่งเชื้อเพลิงในพื้นที่ทำงานและงบประมาณในการดำเนินงานเป็นหลัก
รถโฟล์คลิฟท์ระบบไฟฟ้า
รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่เป็นหลัก ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเพราะไม่มีไอเสีย เหมาะสำหรับใช้งานในอาคาร หรือพื้นที่ที่ต้องการควบคุมมลพิษทางอากาศและเสียง แม้ว่าราคาเริ่มต้นอาจจะสูงกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์ แต่ในระยะยาว ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบำรุงรักษาจะต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด
- แบบนั่งขับ (Counterbalance): เป็นแบบที่พบเห็นได้ทั่วไป มีความคล่องตัวสูง
- แบบยืนขับ (Reach Truck): ออกแบบมาเพื่องานที่ต้องการเข้าถึงพื้นที่แคบ หรือยกของขึ้นที่สูงมากๆ
ความจุของรถโฟล์คลิฟท์ตามประเภท
โดยทั่วไปแล้ว รถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้เครื่องยนต์มักจะมีความจุในการยกที่สูงกว่ารถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าในรุ่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน เนื่องจากเครื่องยนต์มีกำลังมากกว่า อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าก็พัฒนาขึ้นมาก ทำให้รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าสมัยใหม่สามารถยกของที่มีน้ำหนักมากได้เช่นกัน
| ประเภทรถโฟล์คลิฟท์ | ความจุโดยประมาณ (ตัน) |
|---|---|
| รถโฟล์คลิฟท์เครื่องยนต์ดีเซล/LPG | 1.5 – 45+ |
| รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า (นั่งขับ) | 1.0 – 5.0 |
| รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า (ยืนขับ/Reach Truck) | 1.0 – 2.5 |
ความจุที่ระบุบนแผ่นป้าย (Rated Capacity) เป็นค่าสูงสุดภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น การใช้งานจริงอาจต้องลดทอนกำลังยกตามปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะศูนย์กลางการรับน้ำหนัก (Load Center) และการใช้อุปกรณ์เสริมพิเศษ
สรุป
การเลือกใช้รถโฟล์คลิฟท์ให้เหมาะสมกับงานเป็นเรื่องสำคัญมากนะครับ ไม่ใช่แค่ดูที่น้ำหนักที่ยกได้สูงสุดเท่านั้น แต่ต้องดูเรื่องระยะจุดศูนย์ถ่วงของสิ่งของที่เราจะยกด้วย รวมถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ติดมากับรถด้วย ถ้าเราคำนวณตรงนี้ผิดพลาดไป อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ง่ายๆ เลยครับ การศึกษาข้อมูลจากแผ่นเพลทของรถโฟล์คลิฟท์ และทำความเข้าใจเรื่องการคำนวณโมเมนต์ จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นเยอะเลยครับ ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ
คำถามที่พบบ่อย
ความจุสูงสุดที่ระบุบนรถโฟล์คลิฟท์ หมายถึงอะไร?
ความจุสูงสุดคือตัวเลขที่บอกว่ารถโฟล์คลิฟท์สามารถยกของได้มากที่สุดเท่าไหร่ในสภาวะที่เหมาะสม แต่จริงๆ แล้ว น้ำหนักที่ยกได้จริงจะน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะห่างจากงาถึงจุดศูนย์ถ่วงของของที่ยก และอุปกรณ์เสริมที่ติดอยู่กับรถ
ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้รถโฟล์คลิฟท์ยกของได้น้อยกว่าความจุสูงสุด?
ปัจจัยหลักๆ คือ ระยะห่างจากงาถึงจุดศูนย์ถ่วงของสิ่งของ (Load Center) ยิ่งของอยู่ห่างจากงามาก รถก็จะยกได้เบาลง นอกจากนี้ อุปกรณ์เสริม เช่น ตัวจับ หรือตัวหมุน ก็จะทำให้น้ำหนักที่ยกได้ลดลง เพราะน้ำหนักของอุปกรณ์เสริมเองและทำให้จุดศูนย์ถ่วงเปลี่ยนไป
ศูนย์กลางการรับน้ำหนัก (Load Center) คืออะไร และสำคัญอย่างไร?
Load Center คือระยะทางจากหน้าของงาไปถึงจุดที่น้ำหนักของสิ่งของกระจุกตัวอยู่ (จุดศูนย์ถ่วง) ถ้าระยะนี้มากเกินไป รถโฟล์คลิฟท์อาจจะเสียสมดุลและพลิกคว่ำได้ ดังนั้น การรู้ Load Center จึงสำคัญมากในการคำนวณน้ำหนักที่ยกได้จริง
การยกของให้สูงขึ้น มีผลต่อกำลังยกของรถโฟล์คลิฟท์อย่างไร?
เมื่อยกของสูงขึ้น จุดศูนย์ถ่วงของรถโฟล์คลิฟท์จะขยับไปด้านหน้า ทำให้ความสามารถในการยกของลดลง เหมือนกับว่ารถจะยกของหนักเท่าเดิมได้ยากขึ้นกว่าตอนยกของที่ระดับต่ำ
มีวิธีคำนวณง่ายๆ เพื่อดูว่ารถโฟล์คลิฟท์ยกของได้ปลอดภัยหรือไม่?
เราสามารถคำนวณ ‘โมเมนต์’ ของรถโฟล์คลิฟท์และโมเมนต์ของสิ่งของที่ยกได้ โดยเอา น้ำหนัก x ระยะถึงจุดศูนย์ถ่วง ถ้าโมเมนต์ของรถโฟล์คลิฟท์มีค่ามากกว่าโมเมนต์ของสิ่งของที่ยก ก็ถือว่าปลอดภัยในการยก แต่ถ้าของมีขนาดใหญ่ขึ้น แม้จะหนักเท่าเดิม ก็อาจจะทำให้โมเมนต์ของสิ่งของมากขึ้นจนยกไม่ได้
รถโฟล์คลิฟท์มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทเหมาะกับงานแบบไหน?
รถโฟล์คลิฟท์มีหลักๆ 2 แบบ คือ แบบเครื่องยนต์ (ใช้น้ำมันหรือแก๊ส) เหมาะกับงานหนัก ใช้งานกลางแจ้ง หรือในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้า และแบบไฟฟ้า (ใช้แบตเตอรี่) เหมาะกับงานในโกดัง หรือโรงงานที่ต้องการความเงียบ ไม่ปล่อยไอเสีย และมีไฟฟ้าให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้